คาถาบูชาพระพรหม

ตำนานคาถา-อาคม คาถาบูชาพระพรหม

คาถาบูชาพระพรหม

คาถาบูชาพระพรหม ผู้ใดสักการะและบูชา พระพรหม จะประสบผลสำเร็จในหน้าที่การงาน
เป็นที่รักใคร่ของคนทั้งหลายแหล่ การบูชาพระพรหม เพื่อสมหวังในสิ่งที่ปารถนา หรือเมื่อจะขอพรพระพรหม ให้กล่าวพระคาถาดังนี้

โอมปะระเมสะนะมัสการัม องการะนิสสะวะ รัง พรหมเรสสะยัม ภูปัสสะวะวิษณุ ไวยะทานะโมโทติลูกปัมทะระมา ยิกยานัง ยะไวยะลา คะมุลัม สะทา นันตะระ วิมุสะตินัน นะมัตเต นะมัตเตร จะ อะการัง ตโถวาจะ เอตามาตาระยัต ตะมัน ตะรามา กัตถะนารัมลา จะสะระวะ ปะติตัม สัมโภพะกลโล ทิวะทิยัม มะตัมยะ

แบบย่อ คาถาบูชาพระพรหม
โอม อหัม ปรัหมา อัสมิ

ขอขอบคุณแหล่งที่มา tumsrivichai.com…

วัตถุมงคลแม่แก้วหน้าม้า

ตำนานของขลัง วัตถุมงคลแม่แก้วหน้าม้า หลวงพ่อจำลอง วัดคงคาราม อ.สรรพยา จ.ชัยนาท

วัตถุมงคลแม่แก้วหน้าม้า หลวงพ่อจำลอง วัดคงคาราม อ.สรรพยา จ.ชัยนาท

วัตถุมงคลแม่แก้วหน้าม้า พระเกจิอาจารย์ ชำนาญพระเวทแห่งเมืองสรรพยา “หลวงพ่อจำลอง” วัดคงคาราม อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ศิษย์หลวงพ่อคำ วัดคงคา, หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค, หลวงปู่เจ๊ก วัดระนาม, หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม ซึ่งในพรรษาแรกๆ หลวงพ่อเจ๊กได้ให้ท่านจารตะกรุดแทน จากนั้นก็จารมาเรื่อยๆ ขณะจารก็ภาวนาเรียกอักขระ ลงหัวใจไปด้วยไม่ได้เว้น เมื่อทำตะกรุดได้มากพอแล้ว ก็ส่งให้หลวงพ่อเจ๊กเอาไปเสกแจกชาวบ้านอีกทีหนึ่ง ปัจจุบันตะกรุดนั้นได้รับความนิยมจากนักสะสมเป็นอย่างมาก

ลองอธิษฐานของานขอเงินโภคทรัพย์สมบัติก็ดีปรารถนาสิ่งใดใช้ได้ทุกเรื่อง จะใช้บูชาทางใด ก็ให้ตั้งใจปรารถนาเอาเถิดประเสริฐนักแล คาถาแก้วหน้าม้า หลวงพ่อจำลอง วัดคงคาราม

แม่แก้วหน้าม้าสารพัดนึก มาแม่มา
จิตตังแม่มา มาช่วยลูกค้า ลูกขาย
ให้ขายดี เป็นเศรษฐีกลับบ้าน ให้มีเงินล้าน ให้มีเงินล้น
ให้พ้นจน พ้นทุกข์ นะแม่นะ
เอหิจิตตัง ปิยังมะมะ สัพเพชะนา พหูชะนา นะมามีมา มหา โภคัง มหาธะนัง นะมามิหัง สวาโหม

ตำนานพระพุทธรูป

ตำนานพระพุทธรูป ประวัติพระเจ้าองค์หลวง วัดศรีมงคลใต้ จังหวัดมุกดาหาร

ตำนานพระพุทธรูป ประวัติพระเจ้าองค์หลวง วัดศรีมงคลใต้ จังหวัดมุกดาหาร

ตำนานพระพุทธรูป เก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง ประดิษฐานด้านในพระอุโบสถวัดศรีมงคลใต้ เป็นที่เคารพนับถือเลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้านมาหลายชั่วลูกชั่วหลาน มีพุทธลักษณะ ศิลปะล้านช้าง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ ขนาดหน้าตักกว้าง ๒.๒ เมตรสูง ๒ เมตร

พระเจ้าองค์หลวง วัดศรีมงคลใต้ อ.เมือง จ.มุกดาหาร พระเจ้าองค์หลวง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ วัสดุก่ออิฐถือปูน ขนาดหน้าตักกว้าง 2.2 เมตรสูง 2 เมตร ศิลปะล้านช้าง นับเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ คู่บ้านคู่เมืองของจ.มุกดาหาร ตามประวัติมีว่าในปลาย สมัยกรุงศรีอยุธยา “เจ้ากินรี” เป็นบุตรชายของเจ้าจันทรสุริยวงศ์

พระเจ้าองค์หลวง มองภายนอกเหมือนสร้างด้วยอิฐถือปูน มีผู้เล่าต่อกันมาว่า องค์พระภายในเป็นพระพุทธรูปทองคำ ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ภายในวิหารวัดศรีมงคลใต้ ถนนสำราญชายโขงใต้ เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร ประวัติการสร้างและการได้มา ปรากฏตามตำนานเมืองมุกดาหารได้บันทึกไว้ว่า เมื่อปี พุทธศักราช ๒๓๑๐ เจ้ากินรี (เจ้าเมืองโพนสิม)เป็นบุตรชายของเจ้าจันทรสุริยวงศ์ (ปัจจุบันเป็นบริเวณพระธาตุอิงฮัง เมืองคันธะบุรี แขวงสุวรรณเขต (สะหวันนะเขต)) ได้อพยพผู้คนจากเมืองโพนสิม เพื่อจะแสวงหาที่ตั้งเมืองขึ้นใหม่ วันหนึ่งนายพรานจากเมืองโพนสิม ได้ข้ามแม่น้ำโขงมาล่าสัตว์ตรงปากห้วยมุก ได้พบต้นตาลต้นหนึ่งมี ๗ ยอด และกองอิฐปรักหักพังอยู่ในบริเวณนั้น ซึ่งสันนิษฐานว่าคงเป็นบ้านเมืองในสมัยโบราณมาก่อน นายพรานจึงไปเล่าให้เจ้ากินรีฟัง เมื่อเจ้ากินรีมาตรวจ ดูมีความเห็นว่ามีทำเลที่ตั้งเหมาะสม ที่จะตั้งบ้านเมือง จึงได้ชักชวนพรรคพวกมาตั้งเมืองขึ้นใหม่ ขณะที่เจ้ากินรีกำลังคุมบ่าวไพร่หักร้างถางพงอยู่ใกล้ต้นตาล ๗ ยอด ก็ได้พบพระพุทธรูป ๒ องค์ องค์ใหญ่เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนมีลักษณะสง่างาม สูง ๒ เมตร องค์เล็กเป็น พระพุทธรูปหล่อด้วยเหล็กอย่างดีอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ๒ ต้น เจ้ากินรีจึงได้พากันสร้างวิหารขึ้นครอบ พระพุทธรูปทั้ง ๒ องค์ แล้วตั้งชื่อว่า“วัดศรีมงคล” เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๓ เพื่อเป็นมงคลแก่ชาวเมือง ปรากฏมีอภินิหารเกิดขึ้นถึงสองครั้ง คือพระเหล็กได้เสด็จมาอยู่ที่ใต้ต้นโพธิ์ตรงจุดเดิม จึงอัญเชิญกลับพระวิหาร ต่อมาพระเหล็ก องค์นั้นก็เสด็จหนีมาอยู่ตรงจุดเดิมอีกเป็นครั้งที่สอง คราวนี้ได้ฝังองค์จมลงในดินเหลือแต่เพียงพระเกศ ท้าวกินรีจึงสร้างแท่นสักการะบูชาไว้ ณ ที่นั้นและถวายนามว่า “พระหลุบเหล็ก” ต่อมาน้ำท่วมบริเวณนั้น พระเหล็กจึงได้จมน้ำหายไป ส่วนพระพุทธรูปองค์ใหญ่คงประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารวัดศรีมงคลใต้ และต่อมา ชาวเมืองมุกดาหารได้ถวายนามว่า “พระเจ้าองค์หลวง”

เมืองมุกดาหารสร้างเสร็จเมื่อพุทธศักราช ๒๓๒๑ ตั้งชื่อเมืองตามสถานที่ว่า “จังหวัดมุกดาหาร” สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้พระราชทาน บรรดาศักดิ์ให้เจ้ากินรีเป็นพระยาจันทรศรีสุราชอุปราชามัณฑาเหม็นตุราชดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองคนแรกของเมืองทุกดาหาร พุทธศักราช ๒๓๒๑ พระเจ้าองค์หลวง เป็นที่ยกย่องเลื่อมใสศรัทธาของชาวจังหวัดมุกดาหารและก็ชาวพุทธศาสนิกชนทั่วๆไป เป็นที่เลื่องลืออีกทั้งในด้านความศักดิ์สิทธิ์แล้วก็พุทธานุภาพ คุ้มครองให้ผู้สักการบูชาร่มเย็นเป็นสุข แคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งผอง ตลอดจนช่วยดลใจให้ได้รับ ความสำเร็จในสิ่งที่ต้องการในทางที่ดีงาม…

บำเพ็ญทุกรกิริยา

ตำนานพระเครื่อง พระพุทธรูปปาง บำเพ็ญทุกรกิริยา

ตำนานพระเครื่อง พระพุทธรูปปาง บำเพ็ญทุกรกิริยา

พระพุทธรูปปาง บำเพ็ญทุกรกิริยา พระพุทธรูปในพระอิริยาบถประทับ ( นั่ง ) ขัดสมาธิ พระหัตถ์ทั้งสองซ้อนกันบนพระเพลา ( ตัก ) พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้าย เป็นกิริยา นั่งสมาธิ มองเห็นพระวรกายซูบผอมจนพระอัฐิ ( กระดูก ) และพระนหารุ ( เส้นเอ็น ) ปรากฏพระพุทธรูปเป็นลักษณะปางนั่ง

ตามพุทธประวัติ พระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยา และความเป็นมาของ ปางบำเพ็ญทุกรกิริยา

เมื่อพระบรมโพธิสัตว์ทรงศึกษาจนสำเร็จสมาบัติ ๗ จากสำนักอาฬารดาบสและสมาบัติ ๘ จากสำนักอุทกดาบส อุทกดาบสได้ตั้งพระบรมโพธิสัตว์ไว้ในตำแหน่งอาจารย์เสมอด้วยตนเอง แต่พระบรมโพธิสัตว์เห็นว่าวิชาที่ศึกษามายังมิใช่หนทางแห่งโพธิญาณ จึงอำลาออกจากสำนัก ทรงแสวงหาหนทางตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม มีปัญจวัคคีย์ ทั้ง ๕ ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ อัสสชิ เป็นอุปัฏฐาก พระบรมโพธิสัตว์ทรงกระทำทุกรกิริยา เช่น ลดอาหารลงทีละน้อยๆจนกระทั่งงดเว้นเสวย ร่างกายผ่ายผอม พระโลมา ( ขน ) มีรากเน่าหลุดออกมา แลเห็นพระอัฐิได้ชัดเจนไปทั่วพระวรกาย จะลุกขึ้นก็เซล้มลงไปแทบสิ้นพระชนม์ เลยเป็นที่มาของ พระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยา

ขอขอบคุณแหล่งที่มา tumsrivichai.com…

หลวงพ่อปลอด

ตำนานพระเครื่อง นางกวัก หลวงพ่อปลอด วัดหัวป่า

นางกวัก หลวงพ่อปลอด วัดหัวป่า

ตำนานพระเครื่อง นางกวัก หลวงพ่อปลอด วัดหัวป่า

ตำบลบ้านขาว อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา พระเครื่องของท่านตาหลวงปลอดนั้นทำขึ้นด้วยเนื้อว่านยาหลากหลายพิมพ์ วันนี้ของกล่าวขึงพระพิมพ์นางกวัก ซึ่งจะมีกล่าวใว้ในใบฝอยเก่าจากทางวัดที่ได้รวบรวมมาให้แด่คุณที่เคารพได้ศึกษากัน จำต้องขอขอบพระคุณท่านที่เป็นเจ้าของใบฝอยพระเครื่อง มาในที่นี้ด้วย คาถาแม่นางกวัก

หลวงพ่อปลอด

คุณวิเศษของนางกวักนี้มีมากมายอย่างเช่น เมตตา มหาเสน่ห์ คลอดแคล้ว คงทน มีลาภ เป็นมงคล กันอสรพิษ แก้เพศคุณ คลอดลูกมิออก กันอุบาทว์จัญไร นอกนั้นตามแต่จะปรารถนาเถิด แก้เพศคุณเกิดไม่ออก เอานางกวักแช่น้ำให้กิน ออกชื่อเจ้าของพระ อาราธนานางกวักดอกไม้ธูปเทียนบูชานางกวัก ตั้งใจเสกด้วยพระเจ้า ๕ พระองค์ทุกอย่าง งูกัดฝนกับน้ำมะนาวแล้วใส่แผล แช่น้ำกิน นึกถึงพระไตรสรณาคมน์ เสก นะโม พุท ธา ยะ ๓ คาบใส่กินถ้าแก้ยาพิษ ละลายน้ำมะพร้าวกิน ถ้าต้องการให้คลอดแคล้ว นึกถึงคุณนางกวัก ภาวนาคาถานี้ประสิทธิ์ผลทุกอย่างแล เมื่อทำอะไรแล้วให้เอาข้าว ๑ ที่ กล้วย ๑ หวี ถวายนางกวักอย่าขาดทุกครั้งที่ทำ และออกชื่อเจ้าของนางกวักด้วย(นางกวักหลวงพ่อปลอด วัดหัวป่า จังหวัดสงขลา) นางกวักนี้ห้ามทำผิดต่างๆ เช่น ผิดภรรยาผู้อื่น ขาดความเคารพนับถือต่อบิดามารดา ครูบาอาจารย์ และตลอดผู้มีพระคุณ ท่านจะปลอดภัยต่างๆ แล แต่ถ้าหากกระทำผิดไม่ปลอดภัยเลย
พระครูปลอด ปุญญสสโร วัดหัวป่าสร้าง

หลวงพ่อปลอด

ขอขอบคุณแหล่งที่มา tumsrivichai.com…

ปางชนะมาร

ตำนานพระเครื่อง พระพุทธรูป ปางชนะมาร

พระพุทธรูป ปางชนะมาร

พระพุทธรูป ปางชนะมาร

เป็นพระพุทธรูปปางที่สร้างขึ้นจากพระพุทธประวัติตอนที่พระพุทธเจ้าผจญมาร ซึ่งมี พระแม่ธรณี บีบมวยผมอยู่ตรงฐาน ก่อนที่จะตรัสรู้ ภาวนาทำจิตให้แน่วแน่ ปราศจากกิเลสโดยลำดับและตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในที่สุด

ขอขอบคุณแหล่งที่มา tumsrivichai.com…

พระนั่งพัดปรกโพธิ์

พระนั่งพัดปรกโพธิ์ เนื้อชินเงิน กรุวัดราชบูรณะ จ.พระนครศรีอยุธยา

พระนั่งพัดปรกโพธิ์ เนื้อชินเงิน

พระนั่งพัดปรกโพธิ์ เนื้อชินเงิน กรุวัดราชบูรณะ จ.พระนครศรีอยุธยา

สมเด็จพระนครอินทราธิราช แห่งราชวงศ์สุวรรณภูมิ ทรงครองราชย์ กรุงศรีอยุธยา ระหว่าง พ.ศ.1952-1967 เมื่อเสด็จสวรรคต เกิดการแย่งราชสมบัติกันขึ้น ระหว่างพระโอรสองค์โต (เจ้าอ้ายพระยา) กับพระโอรสองค์รอง (เจ้ายี่พระยา) โดยชนช้างกันจนสิ้นพระชนม์ทั้ง 2 พระองค์ พระโอรสองค์ที่ 3 (เจ้าสามพระยา) เสด็จมาภายหลัง จึงได้เสด็จขึ้นครองราชย์ มีพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 โปรดให้สร้างเจดีย์ขึ้น 2 องค์ ครอบบริเวณที่ชนช้างของพระเชษฐาธิราชทั้ง 2 พระองค์ และที่ถวายพระเพลิงให้สร้างขึ้นเป็นพระอารามชื่อว่า วัดราชบูรณะ ต่อมาได้บรรจุสิ่งของมีค่าต่างๆ ไว้ในเจดีย์ของวัดนี้ อาทิ พระพุทธรูป พระเครื่อง ปฏิมากรรมเครื่องทอง ฯลฯ มากมาย ตลอดเวลาที่ผ่านมาได้มีชาวบ้านแอบเข้าไปขุดหาของมีค่าต่างๆ ในเจดีย์องค์นี้เสมอ จนทางราชการได้ทำพิธีเปิดกรุวัดราชบูรณะอย่างเป็นทางการ เมื่อ พ.ศ.2502 ในครั้งนั้นได้พบเครื่องทอง พระพุทธรูป และพระเครื่องต่างๆ จำนวนมากมาย ส่วนใหญ่เป็นพระเนื้อชินถึง 80% นอกจากนี้ยังมีพระเนื้อดิน ที่มีพุทธศิลป์สมัยอยุธยาแท้ๆ จัดได้ว่าเป็นพระร่วมสมัย เพราะได้รับอิทธิพลของพระหลายยุคมาผสมผสานกัน ที่เรียกว่า “พระย้อนศิลป์” คือ นายช่างในสมัยนั้นได้สร้างแม่พิมพ์ขึ้นใหม่ โดยเลียนแบบพระยุคเก่าก่อน เป็นต้นแบบทางด้านศิลปะและจินตนาการ ไม่ได้นำองค์จริงของเดิมมาถอดพิมพ์แต่ประการใด พระย้อนศิลป์บางพิมพ์จึงมีความสวยงามโดดเด่นในอีกรูปแบบหนึ่ง พระบางชนิดมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ซึ่งเป็นพระที่ไม่ใช่พระย้อนศิลป์ เช่น พระซุ้มร่มโพธิ์ เป็นพุทธศิลป์อยุธยาบริสุทธิ์ เน้นองค์พระในรูปแบบภาพลายเส้น บางพิมพ์สร้าง โดยใช้จินตนาการจริงๆ ของช่างฝีมืออยุธยา โดยเน้นถึงพระอิริยาบถของพระพุทธเจ้า ซึ่งมิได้เลียนแบบพุทธศิลป์สมัยใดๆ มาก่อน อาทิ พระพิมพ์นั่งพัดปรกโพธิ์ ในวงการพระตั้งชื่อพระพิมพ์นี้ตามพุทธลักษณะที่เห็นจากองค์พระอย่างง่ายๆ ถ้าพิจารณาโดยละเอียดแล้ว จะเห็นว่าพุทธลักษณะของพระพิมพ์นี้ ควรเป็นพระปางหนึ่งในการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้า คือ ในพระหัตถ์ขวาของพระองค์ไม่น่าจะเป็น “พัด” แต่ควรจะเป็น “ตาลปัตร” ของพระสงฆ์ที่ใช้ในการแสดงพระธรรมเทศนามากกว่า พระพุทธองค์ทรงประทับโดยพระบาทขวาทับพระบาทซ้าย พระหัตถ์ขวาที่จับตาลปัตรตั้งตรง ส่วนพระหัตถ์ซ้ายวางแนบแน่นที่กลางพระอุระ สื่อได้ถึงพลังมุ่งมั่นของพระองค์ขณะทรงโปรดแสดงธรรม ขณะที่พระพักตร์กำลังแย้มพระสรวล ให้ผู้ที่พบเห็นและกำลังฟังธรรมในขณะนั้นได้ชื่นชมในพระมหาบารมี นอกจากนี้ยังมีอีกมากมายที่วางรูปแบบศิลป์อย่างลงตัวและสวยงามมาก อาทิ ทั้ง 2 ด้านของพระพุทธองค์ ดุจดั่งเทวดา 2 องค์จากเบื้องบนลงมานั่งพนมมือฟังธรรม โดยดูได้จากเหนือพระเศียรของทั้ง 2 มีกรอบวงโค้งที่เป็นรัศมีครอบคลุมอยู่ บางคนบอกว่านี่คือ พระโมคคัลลาน์ และ พระสารีบุตรพระอัครสาวกในพระพุทธเจ้า ขณะเดียวกัน พระพิมพ์นี้ยังงดงามอลังการในการออกแบบสร้าง โดยเนรมิตให้พระพุทธเจ้าประทับบนฐานดอกบัว 2 ชั้น องค์พระอยู่ในซุ้มเรือนแก้วที่เป็นลายกนกโค้ง 2 ชั้น ที่ฐานประทับเป็นลายกลีบดอกบัวมากกว่า 20 ดอก เน้นตรงกลางด้วยดอกบัว 2 ดอกคู่ใหญ่ บนและล่างได้อย่างสวยงาม รับกับลวดลายของเส้นซุ้มกนกใหญ่ที่พลิ้วไหวอยู่ที่ซุ้มส่วนบนให้เห็น ไล่เรียงลงมาเป็นลายเล็กๆ ดูเด่นชัดเจน ตรงบริเวณของเสาซุ้มด้านล่าง ส่วนเหนือด้านบนสุดประดับด้วยลายกิ่งก้านสาขา พร้อมใบไม้เล็กใหญ่ที่สื่อถึง “ต้นโพธิ์” ที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับและตรัสรู้ พระพิมพ์นั่งพัดปรกโพธิ์ จัดอยู่ในประเภทพระแผงที่มีขนาดใหญ่ มีความกว้าง 7.5 ซม. สูง 8.5 ซม. บางองค์มีทองเก่าปรากฏให้เห็นทั้ง 2 ด้าน และบริเวณด้านหลังมีลายผ้าแบบลายเล็กเป็นคลื่นๆ ปรากฏรอยเบาๆ อีกด้วย องค์พระมีน้ำหนักมากพอสมควร เนื่องจากเป็นพระที่ตอนเทหล่อเนื้อพระมากและค่อนข้างหนา แต่มีร่องรอยของการระเบิดเฉพาะแห่ง ที่เกิดมาจากข้างในของเนื้อพระ ให้เห็นทั้ง 2 ด้าน บ่งบอกถึงความเก่าแท้ของเนื้อพระที่มีอายุมากกว่า 500 ปี พระพิมพ์นี้ราคาเช่าบูชายังไม่สูงมากนัก ประมาณหลักพันปลายๆ ถึงหลักหมื่นต้น เหมาะสำหรับไว้สักการบูชาประจำบ้านเรือน เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของทุกคนในครอบครัว ขอขอบพระคุณ ภาพและข้อมูลจาก คุณชาติ วิศิษฏ์สรอรรถ นักสะสมพระเครื่องเนื้อชินมานานปี จนมีความชำนาญพระเครื่องเนื้อนี้

ขอขอบคุณแหล่งที่มา samakomphra.com…

พระพุทธชินราช

พระพุทธชินราช

พระพุทธชินราช

พระพุทธชินราช ประดิษฐานอยู่ ณ วิหารด้านตะวันตกในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1900 ตรงกับรัชสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไทย) พระมหากษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย พร้อมกับพระพุทธชินสีห์ พระศรีศาสดา และพระเหลือพระพุทธชินราชได้รับการยอมรับว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงามที่สุดองค์หนึ่งและยังเป็นพระพุทธรูปที่นิยมจำลองกันมากที่สุดในประเทศไทย นอกจากนี้ยังเป็นพระพุทธรูปที่ประชาชนชาวไทยศรัทธาและนิยมเดินทางมากราบไหว้มากที่สุดองค์หนึ่งด้วย

ขอขอบคุณแหล่งที่มา facebook.com

 …

พระกริ่งหริภุญชัย

ตำนานพระเครื่อง พระกริ่งหริภุญชัย

พระกริ่งหริภุญชัย

ตำนานพระเครื่อง พระกริ่งหริภุญชัย พ.ศ. ๒๕๑๒ ได้จัดสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๒ และได้จัดพิธี พุทธาภิเษก ณ พระมหาวิหาร วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เป็นเวลา ๗ วัน

๗ คืน โดยมีเกจิ

สายวัดสุทัศน์ และเกจิชื่อดังของจังหวัดลำพูน และภาคเหนือในขณะนั้น อาทิเช่น ครูบาชุ่ม วัดวังมุย, ครูบาวงศ์ วัดพระบาทห้วยต้ม, ครูบาบุญทืม วัดจามเทวี, หลวงปู่แหวน วัดดอยแม่ปั๋ง เป็นต้น มีชนวนพระกริ่งสายวัดสุทัศน์ รวมทั้งได้ฝากเข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษกของวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. ๑๕๑๒ ด้วย จำนวนการสร้างพระกริ่งหริภุญชัย ประมาณ ๕๐๐องค์…

เมืองกำแพงเพชร

อมตพระกรุ เมืองกำแพงเพชร พระกำแพงซุ้มกอ ตำนานพระเครื่อง

อมตพระกรุ เมืองกำแพงเพชร พระกำแพงซุ้มกอ

พระกำแพงซุ้มกอ จัดเป็นพระที่สุดยอด และเป็นเอกของ เมืองกำแพงเพชร เป็นพระที่อมตะทั้งพุทธศิลป์ และพุทธคุณถูกจัดอยู่ใน ชุดเบญจภาคี ที่สูงสุดของพระเครื่องเมืองไทย พระกำแพงซุ้มกอ พระที่ทำจากเนื้อดินผสมว่านและเกสรดอกไม้ และทำจากเนื้อชินก็มีพุทธลักษณะของพระซุ้มกอนั้นองค์พระเป็นประติมากรรมในสมัยสุโขทัย นั่งสมาธิมีลายกนกอยู่ด้านข้างขององค์พระ นั่งประทับอยู่บนบัวเล็บช้าง ขอบของพิมพ์พระจะโค้งมนลักษณะคล้ายตัว ก.ไก่ คนเก่า ๆ จึงเรียกว่า “พระซุ้มกอ”

พระกำแพงซุ้มกอ ที่ค้นพบมีด้วยกัน ๕ พิมพ์ประกอบด้วย

๑. พิมพ์ใหญ่ แยกออกเป็น ๒ ประเภทคือ มีลายกนกและไม่มีลายกนก พระที่ไม่มีลายกนกส่วนใหญ่มักจะมีสีดำ หรือสีน้ำตาลแก่ซึ่งเรามักจะเรียกว่า “พระกำแพงซุ้มกอดำ”
๒. พิมพ์กลาง
๓. พิมพ์เล็ก
๔. พิมพ์เล็กพัดโบก
๕. พิมพ์ขนมเปี๊ย

พระกำแพงซุ้มกอ ทั้งมีลายกนกและไม่มีลายกนกเป็นพระที่มีศิลปะของสุโขทัยปะปนกับศิลปะลังกาโดยเฉพาะไม่มีลายกนกเห็นว่าเป็นศิลปะลังกาอย่างเด่นชัด

พระกำแพงซุ้มกอ เนื้อขององค์พระใช้ดินผสมกับว่านเกสรดอกไม้จึงทำให้เนื้อของพระซุ้มกอมีลักษณะนุ่มมัน ละเอียดเมื่อสำลีหรือผ้ามาเช็ดถูจะเกิดลักษณะมันวาวขึ้นทันที

ลักษณะของเนื้อที่เด่นชัดอีกประการหนึ่งคือตามผิวขององค์พระจะมีจุดสีแดงๆ ซึ่งเราเรียกว่า “ว่านดอกมะขาม” และตามซอกขององค์พระจะมีจุดดำๆ ซึ่งเราเรียกว่า “ราดำจับอยู่ตามบริเวณซอกขององค์พระ”

พระกำแพงซุ้มกอ นั้นนอกจากเนื้อดินยังพบเนื้อชินและชนิดที่เป็นว่านล้วน ๆ ก็มีแต่น้อยมาก

พระกำแพงซุ้มกอ ที่ขุดพบนั้นจะปรากฏอยู่ตามบริเวณวัดบรมธาตุ วัดพิกุล วัดฤๅษีและตลอดบริเวณลานทุ่งเศรษฐี

พระกำแพงซุ้มกอที่ไม่มีลายกนกที่มีสีน้ำตาลนั้นจัดเป็นพระที่หาได้ยากมาก เพราะส่วนใหญ่จะมีสีดำ

พระกำแพงซุ้มกอ เป็นพระที่พุทธคุณนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะพระกำแพงซุ้มกอ มีครบเครื่องไม่ว่าเรื่องเมตตา มหานิยม แคล้วคลาด ตลอดจนเรื่องโชคลาภจนมีคำพูดที่พูดติดปากกันมาแต่โบราณกาลว่า “มีกูแล้วไม่จน” ประกอบกับพระกำแพงซุ้มกอ ถูกจัดอยู่หนึ่งในห้าชุดเบญจภาคี ความต้องการของนักนิยมพระเครื่อง จึงมีความต้องการสูงเพราะทุกคนต้องการแต่พระกำแพงซุ้มกอกันทั้งนั้น ราคาเช่าหาจึงแพงมาก และหาได้ยากด้วย

พระกำแพงซุ้มกอ ไม่ว่าจะเป็นพิมพ์ไหนก็ตามหรือจะเป็นเนื้อดินเนื้อว่าน ตลอดจนเนื้อชิน พุทธคุณเหมือนกันหมด แล้วแต่ว่าท่านจะหาพิมพ์ไหนมาได้

พระกำแพงซุ้มกอจึงจัดว่าอยู่ในพระอมตพระกรุอันทรงคุณค่าที่ควรค่าแก่การหา และนำมาเพื่อเป็นศิริมงคล เป็นอย่างมากทีเดียว

ขอขอบคุณแหล่งที่มา dopratae.com