พิมพ์ฐานแซม

พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม

พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม

พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม

  • มีรูปทรง สง่า สวยงาม น่าเลื่อมใส มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะตัว
  • ลักษณะพิมพ์ทรง เป็นพระนั่งในระฆังคว่ำ หูเป็นแบบบายศรี มีเส้นแซมระหว่างใต้องค์พระ กับฐานชั้นบนสุด และใต้ฐานชั้นบนสุด กับฐานชั้นกลาง
  • มีคติ ความเชื่อตามชื่อเรียกว่า แม้นผู้ใดได้บูชาพระสมเด็จพิมพ์ฐานแซม จะเกิดความมั่นคงทางชีวิตการงาน และชื่อเสียง ดั่งมีฐานเสาเข็มที่แข็งแรงรองรับอย่างมั่นคง อีกทั้ง เสริมเสน่ห์ เมตตามหานิยมแก่ผู้บูชาติดตัว
พระสมเด็จแท้

วิธีดู พระสมเด็จแท้ ไม่จำเป็นต้องเกรอะเก่า หมองดำ

วิธีดู พระสมเด็จแท้ ไม่จำเป็นต้องเกรอะเก่า หมองดำ

พระสมเด็จแท้ ไม่จำเป็นต้องเกรอะเก่า หมองดำ

คนส่วนใหญ่มักคิดว่า พระเก่า ต้องมีความดำ ความเก่า ความหมอง ความเกรอะ หรือรอยบิ่นแตกหัก นั่นเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องทั้งหมดเสียทีเดียว

พระสมเด็จมีความสง่า สวยงาม และคงทนที่จะอยู่ได้เป็นร้อยปีนั้น ขึ้นอยู่กับการดูแล การเก็บรักษาของผู้ครอบครองเป็นอย่างดีต่างหาก

คหบดี หรือขุนนางที่ได้รับพระมาเป็นจำนวนมาก ไม่ได้นำมาขึ้นคอบูชาทุกองค์ ดังนั้นพระเครื่องบางส่วนจึงอยู่ในกำปั่นอย่างดี มิได้ถูกคราบเหงื่อ ละอองน้ำ แดด ลม ฝน มาทำลายความงดงาม เมื่อเป็นมรดกตกทอดมาถึงคนยุคปัจจุบัน จึงยังคงมีสภาพเหมือนของใหม่

พระสมเด็จบางองค์ที่ทาง สสส. ได้มามีสภาพที่สมบูรณ์ราวกับเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆเมื่อวานนี้ก็มี เพราะสมเด็จโตผู้สร้างท่านเป็นอัจฉริยะบุคคลที่มีความฉลาด ทั้งจากขั้นตอนการสร้างพระสมเด็จที่มีความพิเศษเฉพาะตัว รูปลักษณ์ที่สวยงาม ความคงทน

จึงทำให้พระสมเด็จสามารถสืบทอดพระพุทธศาสนา และตกมาถึงรุ่นลูกรุ่นหลานในสภาพสมบูรณ์ สวยงาม…

ผงกฤติยาคม

ผงกฤติยาคมแห่งพระสมเด็จวัดระฆัง ตำนานพระเครื่อง

ผงกฤติยาคม แห่งพระสมเด็จวัดระฆัง 

กว่าจะได้ผงวิเศษหรือ ผงกฤติยาคม จะขอเล่าแบบเข้าใจง่ายๆพอเป็นย่อ

หลวงปู่ขรัวโต ท่านจะนำดินสอเหลืองมาเขียนอักษรยันต์ แลช่วงเวลาเดียวกันก็จะร่ายพระคาถามนต์ตราไปด้วยจนกระทั่งเปลี่ยนเป็น…

  1. ผงอิทธิเจ แล้วจากนั้นท่านก็จะลบแล้วนำ ผงอิทธิเจที่ได้มาทำดินสอ มาเขียนอีกด้วยพิธีกรรมเดิมให้มาเป็น
  2. ผงตรีนิสิงเห และจากตรีนิสิงเห ท่านก็จะลบแล้วนำมาทำดินสอเขียนทำให้เป็น
  3. ผงปัถมัง และจากผงปัถมัง ก็จะปฏิบัติแบบเดียวกันเรื่อยๆจนมาเป็น
  4. ผงมหาราช และจากผงมหาราช…สุดท้ายกลายเป็น
  5. ผงพุทธคุณ

ท่านทำแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายต้องใช้เวลา และผ่านพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์กว่าจะได้ซึ่งผงกฤติยาคมที่เลิศคุณวิเศษโดยแท้…

สุดยอดวัตถุแก้อาถรรพ์

ตำนานพระเครื่อง เหรียญพระตรามหาเดช รุ่นแรก วัดใต้ พ.ศ. 2482 สุดยอดวัตถุแก้อาถรรพ์

เหรียญพระตรามหาเดช รุ่นแรก วัดใต้ พ.ศ. 2482 สุดยอดวัตถุแก้อาถรรพ์

เหรียญตราแห่งชัยชนะและขจัดอุปสรรค สุดยอดวัตถุแก้อาถรรพ์ ต้นแบบแห่งเหรียญพระตรามหาเดชที่นิยมสร้างในยุคปัจจุบัน

“เหรียญพระตรามหาเดช สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” ที่สร้างขึ้นโดย ท่านเจ้าคุณพระทักษิณคณิสร (สาย บัวบาน) พระคณาจารย์ผู้เรืองเวทย์ใน สมัยสงครามโลก ผู้ที่สร้าง “พระเพชรหลีก – เพชรกลับ” อันโด่งดัง ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นพระเครื่องสุดยอดนิรันตรายอันดับต้นๆ ของประเทศ

ต่อมาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมาฝึกฝนปฏิบัติกรรมฐานที่วัดใต้ หรือตอนนี้เป็น วัดอินทาราม ตลาดพลู จังหวัดธนบุรี ท่านก็เลยนำธงพระตรามหาเดช ซึ่งต่อมาได้เอามาเป็นตราพระราชลัญจกรประจำท่าน มอบไว้ให้เจ้าอาวาส วัดใต้ เก็บรักษาดูแล และเป็นสมบัติของวัดตั้งแต่สมัยธนบุรีเป็นต้นมา เจ้าอาวาสวัดใต้ทุกองค์จะต้องดูแลรักษาธงพระตรามหาเดชผืนนี้ไว้ทุกองค์

ประวัติการสร้างเหรียญพระตรามหาเดช ของท่านเจ้าคุณทักษิณ วัดใต้ เริ่มเกิดขึ้นในราวปี พ.ศ. 2481-2482 สืบเนื่องจากท่านเจ้าคุณทักษิณได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการฝ่ายสงฆ์ ในการก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่วงเวียนใหญ่ ในราวปี พ.ศ. 2479 โดยท่านได้มีดำริที่จะสร้างเหรียญที่ระลึกแจกพร้อมกับหนังสือประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่ง เหรียญพระตรามหาเดช นี้ เดิมเป็น “ธงนำทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” ในสมัยที่ท่านยังเป็น “พระยาตาก” โดยธงดังกล่าวได้เขียนขึ้นเป็นรูป ครุฑเหิรเหยียบกงจักรบนเพชรแปดเหลี่ยม ซึ่งธงดังกล่าวเขียนและลงอักขระยันต์โดย ท่านพระครูวัดเขาแก้ว จังหวัดตาก กล่าวกันว่าเวลาที่องค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ชักธงรูปพระตรามหาเดชขึ้นที่ใดเป็นอันรู้กันว่า “พระองค์จะเสด็จประทับที่ตรงนั้น” และกองทัพของพระองค์ที่เวลารบกับข้าศึกไม่ว่าจะเป็นพวกพม่าหรือคนไทยขายชาติก็ดีเวลาชักธงพระตรามหาเดชไปที่ใดไม่เคยรบแพ้เลยสักครั้งเดียว ตลอดรัชสมัยของพระองค์

จนมาถึงสมัยของ ท่านเจ้าคุณพระทักษิณคณิสร ท่านได้เห็นความสำคัญของธงพระตรามหาเดชผืนนี้ว่ามีความศักดิ์สิทธิ์และสำคัญมาก เป็นตราประจำพระองค์ในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ท่านเลยจำลองธงลงมาในรูปเหรียญแล้วทำพิธีปลุกเสกเดี่ยวในราวปี พ.ศ. 2482 ซึ่งช่วงนั้นไทยได้เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สองพอดี

มีเรื่องกล่าวกันว่า เหรียญนี้ พวกทหารหาญได้รับการแจกจากท่านเจ้าคุณทักษิณไป ต่างมีประสบการณ์ในด้านคงกระพันชาตรี มหาอำนาจ มหาบารมี และแคล้วคลาดเป็นอย่างมาก จนเหรียญเป็นที่นิยมกันในเวลาต่อมา และเหรียญพระตรามหาเดชได้หมดลงไปจากวัดใต้ ในปี พ.ศ. 2484 เพราะทางวัดได้นำเหรียญที่เหลือจากการแจกในสมัยท่านเจ้าคุณทักษิณคณิสร มาแจกเป็นที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพของท่านเจ้าคุณทักษิณในปีดังกล่าว

สำหรับ “เหรียญพระตรามหาเดช” มีการจัดสร้างคาดว่าไม่เกิน 1,000 เหรียญ มีการสร้างเป็นเนื้อทองแดงชนิดเดียวแต่แบ่งเป็นทองแดงกะไหล่ทองแจกกรรมการและทองแดงผิวไฟ ปัจจุบันนับว่าเป็นเหรียญต้นฉบับ ของเหรียญพระตรามหาเดช ที่นิยมสร้างกันในปัจจุบัน และเป็นเหรียญที่หายาก ในสายของผู้ที่เคารพศรัทธาในองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นอย่างยิ่ง……

เชิญร่วมบุญ

เชิญร่วมบุญ เหรียญหลวงปู่ทองสุข หาทุนสร้างศาลาวัดวัดโนนสะแบง

เชิญร่วมบุญ

เชิญร่วมบุญ เหรียญหลวงปู่ทองสุข หาทุนสร้างศาลาวัดวัดโนนสะแบง

เชิญร่วมบุญ /เหรียญหลวงปู่ทองสุข
วัดโนนสะแบง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

หาทุนสร้างศาลาวัดวัดโนนสะแบง
เหรียญหลวงปู่ทองสุข -“สิ่งใดที่เราสามารถรู้ได้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจสิ่งนั้นก็เป็นสภาวธรรมทั้งสิ้น สิ่งใดที่เราสามารถรู้และจดจำด้วยใจ สิ่งนั้นก็เป็นสภาวธรรมทั้งสิ้น” สารธรรมมงคล ท่านพุทธทาสภิกขุ สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี

หลวงปู่ทองสุขสุทธิจิตโต เจ้าอาวาสวัดโนนสะแบง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ สำหรับเหรียญวัตถุมงคลได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง โดยเฉพาะเหรียญรูปเหมือนรุ่นแรก สร้างปี 2557 ที่ระลึกคณะผ้าป่าสามัคคีที่มาทอดถวายสมทบทุนสร้างศาลาการเปรียญ สร้าง 2,000 เหรียญ เนื้อทองเหลืองอย่างเดียว

ลักษณะเป็นเหรียญรูปไข่มีหูห่วง ด้านหน้าเหรียญเป็นรูปเหมือนหลวงปู่ครึ่งองค์ห่มจีวรเฉียง ที่พื้นเหรียญมีอักขระยันต์ 9 ตัว พุทธคุณเด่นรอบด้านล่างสุดเขียนว่า หลวงพ่อทองสุขสุทฺธิจิตโต อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ด้านหลังเหรียญ เป็นรูปพระพุทธปางมารวิชัย ถัดลงมามีตัวอักษรเขียนว่ารุ่น ๑ พุทธเมตตาองค์ ๓ กันทรลักษ์ ๒๕๕๗ เป็นปี พ.ศ.ที่จัดสร้าง ล่างสุดเขียนคำว่า หลวงพ่อพระโตโคตะมะวัด โนนสะแบง สอบถามโทร. 06-1492-9499

คณะศิษย์ “หลวงปู่ทองคำ สุวโจ” อาศรมสุวโจ อ.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์มีโครงการสร้างอาศรมที่ประเทศสปป.ลาว เนื่องจากให้ความอุปถัมภ์วัดโนนไซ เมืองเฟือง สปป.ลาว จึงมีมติจัดสร้างวัตถุมงคล “รูปหล่อหลวงปู่ทองคำ รุ่นไตรมาสรวยทันตา

พุทธศิลป์ออกแบบสวยงามลงตัวมาก ใต้ฐานจะตอกโค้ดกำกับทุกองค์ ประกอบด้วย เนื้อทองคำ 22 องค์เนื้อเงิน 350 องค์ เนื้อทองโบราณอุดผง 400 องค์ เนื้อตะกั่วอุดผง 1,000 องค์ เนื้อทองทิพย์รมดำ 3,000 องค์ ติดต่อโทร. 06-1795-7556

“พระเทพสังวรญาณ” หรือ “หลวงตาพวง สุขินทริโย” อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีธรรมา ราม ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ยโสธร สร้างเหรียญรุ่นแรก เมื่อวันที่ 18 ก.พ.2513 ครั้งฉลองสมณศักดิ์ที่ “พระครูอมรวิสุทธิ์” จำนวน 2,000 เหรียญ เหรียญรุ่นแรกนี้ท่านปลุกเสกเดี่ยว ลักษณะเป็นเหรียญกลม รูปไข่ มีหูห่วง เนื้อทองแดง

ด้านหน้าเหรียญเป็นรูปเหมือนเขียนด้านบนว่า “พระครูอมรวิสุทธิ์ (พวง สุขินทริโย)” ด้านหลังเหรียญเป็นยันต์สามยอดเขียนว่า “ที่ระลึกในงานฉลองสมณศักดิ์ที่ วัดศรีธรรมาราม อ.ยโสธร จ.อุบลราชธานี ๑๘ ก.พ.๑๓” เป็นเหรียญดีที่กำลังมาแรง

มูลนิธิศิษย์หลวงปู่หมุน ก่อตั้งเมื่อปีพ.ศ.2557 เพื่อเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่บารมี หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล วัดป่าหนองหล่ม อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ล่าสุดจัดสร้าง “เหรียญเสมาหลวงปู่หมุน รุ่นมหาโภคทรัพย์”

เพื่อนำเงินรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสร้างที่ทำการถาวรของมูลนิธิ ลักษณะเป็นเหรียญเสมา ด้านหน้าเหรียญเป็นรูปเหมือนนั่งขัดสมาธิ เขียนคำว่า “ฐิตสีโล” ขอบเหรียญประจุด้วยพระคาถาหลวงปู่หมุน “อิมะมะมามา” แทนลายกนก

ด้านหลังเหรียญ ตรงกลางเป็นยันต์ อิติปิโส 8 ทิศ จาก สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธัมมธโช) ด้านบนยันต์เขียนคำว่า “มหาโภคทรัพย์” ด้านล่างยันต์เขียนคำว่า “ที่ระลึกครบรอบ ๑๒๓ ปี ชาตกาล หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล วัดบ้านจาน พ.ศ.๒๕๖๐” วัตถุมงคลรุ่นดังกล่าว ประกอบพิธีพุทธาภิเษกที่วัดระฆังโฆสิตาราม โดยมีพระเกจิคณาจารย์ นั่งปรกอธิษฐานจิต

จังหวัดนครราชสีมา จัดสร้าง “พระชัยเมืองนครราชสีมา” รุ่นฉลองจังหวัดนครราชสีมา ครบรอบ 345 ปี วัตถุประสงค์เพื่อนำรายได้บำรุงสาธารณประโยชน์การกุศล และเพื่อปรับปรุงศาลหลักเมืองอันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ให้มีความสวยงามเป็นแหล่งท่องเที่ยว

รายละเอียดจัดสร้างพระชัยเมืองฯมีดังนี้ 1.รูปหล่อพระชัยเมืองนครราชสีมา ขนาด 9 นิ้ว เนื้อทองเหลืองรมดำ จัดสร้าง 999 องค์ บูชา 3,999 บาท จะได้รับเหรียญเนื้อชนวนมวลสาร จำนวน 2 เหรียญ 2.รูปหล่อพระชัยเมืองนครราชสีมา ขนาด 9 นิ้ว

เนื้อทองเหลืองรมดำปัดทอง จัดสร้าง 999 องค์ บูชา 3,999 บาท จะได้รับเหรียญเนื้อชนวนมวลสาร จำนวน 2 เหรียญ 3.รูปหล่อพระชัยเมืองนครราชสีมา ขนาด 5.9 นิ้ว เนื้อทองเหลืองรมดำ จัดสร้าง 999 องค์ บูชา 1,999 บาท จะได้รับเหรียญเนื้อชนวนมวลสารจำนวน 1 เหรียญ

4.รูปหล่อพระชัยเมืองนครราชสีมาขนาด 5.9 นิ้ว เนื้อทองเหลืองรมดำปัดทอง (ยอดเต็มแล้ว) จัดสร้าง 999 องค์ บูชา 1,999 บาท จะได้รับเหรียญเนื้อชนวนมวลสาร จำนวน 1 เหรียญ ผู้สนใจสามารถบูชาได้ที่ ที่ทำการปกครอง จ.นครราชสีมา (ศาลากลางชั้น 2)

โทร. 0-4424-2024, 0-4425-2820 โทร. 06-3901-2848, 08-9949-7483 หากไม่สะดวกในวัน-เวลาราชการ หรือต้องการจัดส่งทั่วประเทศ โทร. 08-8564-6364 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก พระชัยเมืองนครราชสีมา

ขอเชิญร่วมบุญ เทหล่อผนังอุโบสถมหาอุตม์จัตุรมุข บนดอกบัวกลางสระน้ำ วัดวิหารห้องเดียว ต.ดอนกำ อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท เชิญเป็นเจ้าภาพตามกำลังศรัทธา หรือร่วมเป็นเจ้าภาพเทหล่อผนัง ตารางเมตรละ 1,000 บาทหรือเป็นเจ้าภาพปูนผสมเสร็จ ราคาคิวละ 1,750 บาท

หรือต้องการรับเป็นเจ้าภาพอุปถัมภ์ แจ้งความจำนงได้ที่ พระมหาชำนาญ โทร. 08-2364-5397, พระครูปลัดภาณวัฒน์ โทร. 08-1913-2005…

ยอดพระปิดตาแร่บางไผ่

ยอดพระปิดตาแร่บางไผ่ หลวงปู่จัน วัดโมลี

ยอดพระปิดตาแร่บางไผ่ หลวงปู่จัน วัดโมลี

ยอดพระปิดตาแร่บางไผ่

มีผู้ศรัทธาท่านหนึ่งได้สละปิ่นปักผมปักมวยผมออกขายนำเงินมาสร้างวัด ส่งผลให้ได้ชื่อว่าวัดโมลี และก็ใช้ปิ่นปักมวยผมเป็นเครื่องหมายของวัดมาตลอดจนเวลานี้ วัดโมลีได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2461 เขตวิสุงติดอยู่มสีมากว้าง 30 เมตร ยาว 60 เมตร และก็ได้ผูกพัทธสีมาโดยประมาณ พุทธศักราช 2467 ในหนังสือ “ที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่เผือก” ซึ่ง พ.จ.อ.เชื้อ จุลพันธ์ เรียบเรียงไว้เมื่อพุทธศักราช 2510 ได้กล่าวไว้ว่า วัดโมลีสร้างขึ้นในราว พุทธศักราช 2369 ในยุครัชกาลที่ 3 โดยเจ้าอาวาสรูปแรกมีชื่อว่า เถื่อน ซึ่งถัดมาได้ลาสึก และก็เจ้าอาวาสวัดรูปที่ 3 นั้นเอง ที่สร้างชื่อเรียงนามให้กับวัดโมลีแห่งนี้ นั่นก็คือ หลวงปู่จัน
บอกว่าหลวงปู่จันเป็นพระภิกษุชาวเขมรที่ธุดงค์ผ่านมาจำพรรษาที่วัดโมลี กระทั่งได้เป็นเจ้าอาวาสวัดในที่สุด หลวงปู่จัน ชอบเล่นแร่แปรธาตุ เพื่อหาธาตุโลหะอันศักดิ์สิทธิ์ ตราบจนกระทั่งท้ายที่สุดเมื่อท่านศึกษาค้นพบ “แร่บางไผ่” อันเป็นแร่เหล็กประเภทหนึ่ง ก็เลยได้นำมาสร้างเป็นองค์พระภควัม หรือ พระปิดตาแร่บางไผ่ในลักษณะที่ปิดทวารทั้ง 9 หรือที่เรียกกันว่า พระปิดตามหาอุตม์ เป็นพระปิดตาที่มีลักษณะพิเศษส่วนตัว

พระปิดตาแร่บางไผ่ จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นยอดพระเครื่องในตำนาน พระปิดตามหาอุตม์ ไม่เพียงแต่เป็นพระปิดตาที่ปั้นหุ่นทีละองค์ เส้นสายต่างๆ ตลอดจนขนาดจึงไม่เท่ากัน แต่จะมีความละม้ายคล้ายคลึงกัน เพียงพบว่าองค์ใดองค์หนึ่งเหมือนกันชนิดถอดพิมพ์ออกมาแล้ว ยืนยันได้ทันทีว่า 1 ในนั้นเป็น พระเครื่อง ของปลอมองค์หนึ่งอย่างแน่นอน

ประวัติพระปิดตา : พระปิดตามหาอุตม์รูปลักษณะของ พระปิดตาแร่บางไผ่หลวงปู่จัน วัดโมลี จ.นนทบุรีเป็นรูปองค์พระปิดตาลอยองค์เด่นสง่างดงามด้วยเส้นสาย ด้านหน้ายกพระหัตถ์ทั้งสองข้างขึ้นปิดพระพักตร์ และอีกคู่หนึ่งล้วงลงมาปิดทวาร แต่ชนิดที่ยกพระหัตถ์ขึ้นปิดพระพักตร์เท่านั้นก็พบเช่นเดียวกัน ตรงบริเวณพระอุระ (อก) มียันต์กำกับแบบเส้นกลม เส้นสายเป็นแบบเส้นขนมจีนวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ตรงพระอุระนี้เป็นจุดเอกลักษณ์ของพระปิดตาหลวงปู่จัน จะปรากฏว่ายันต์ “นะ” ที่ปรากฏเป็นรูปคล้ายตัว “S” หรือเลข “8” วิ่งม้วนหางขึ้นไปเป็นอุณาโลม ยันต์ดังกล่าวนี้ เรียกกันว่า ยันต์นะมหาอุตม์ ส่วนในด้านหลังจะเต็มไปด้วยเส้นสายของยันต์อักขระเป็นเส้นนูนหนา วิ่งไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ตั้งแต่พระเศียรจรดส่วนด้านล่างองค์พระปิดตา นอกจากนี้ ในส่วนด้านหลังอาจพบทำปิดหน้าปิดหลัง หรือแบบพิมพ์สองหน้า กระทั่งพิมพ์สามหน้าก็มีพบ ที่ไม่ปรากฏเส้นยันต์เลยก็มีเช่นกัน จุดอ่อนประการหนึ่งของ พระปิดตาแร่บางไผ่ อยู่ตรงความเปราะบางของโลหะจึงตกไม่ได้ เพราะอาจกระเทาะแตกได้ ซ้ำเนื้อแร่บางไผ่ เป็นแร่ที่สนิมกินตัวเอง หากไม่ชโลมน้ำมันจันทน์ให้ดี เนื้อพระอาจเกิดสนิมกินตัวจนหมดสิ้นได้ อย่างไรก็ตาม พระปิดตามหาอุตม์ในด้านหลังองค์พระปิดตาที่ปรากฏเป็นเส้นอักขระยันต์นั้น เป็นยันต์ “เฑาะว์ขัดสมาธิ” อยู่ตรงกลางยันต์แถวล่างคือ “นะ มะ พะ ทะ” อันเป็นหัวใจของธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ

พระปิดตาแร่บางไผ่ หลวงปู่จัน แบ่งแยกได้เป็นพิมพ์ต่างๆ ที่เล่นหาสะสมกันในวงการ ดังนี้

  1. พระปิดตาแร่บางไผ่ พิมพ์เศียรตัด
  2. พระปิดตาแร่บางไผ่ พิมพ์หมวกแก๊ป
  3. พระปิดตาแร่บางไผ่ พิมพ์เศียรเงาะ
  4. พระปิดตาแร่บางไผ่ พิมพ์ฐานสูง
  5. พระปิดตาแร่บางไผ่ พิมพ์สามหน้า
  6. พระปิดตาแร่บางไผ่ พิมพ์สองหน้า
  7. พระปิดตาแร่บางไผ่ พิมพ์เศียรโต
พระเครื่องพันธุ์แท้

พระเครื่องพันธุ์แท้ พระนาคปรกใบมะขาม

พระเครื่องพันธุ์แท้ พระนาคปรกใบมะขาม

พระนาคปรกใบมะขาม พระเครื่องพันธุ์แท้ 

เนื้อทอง วัดท้ายตลาด ยุครัชกาลที่ 3 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดโมลีโลกยาราม วัดนี้เป็นวัดโบราณสร้างมาแม้กระนั้นยุคกรุงศรีอยุธยา แต่ว่าชาวบ้านยังคงเรียกชินปากว่าวัดท้ายตลาด

พระนาคปรกใบมะขามท่านเจ้าคุณสนิทสมที่คุณ(เงิน เฉมจารี) อดีตเจ้าอาวาส สร้างพระนาคปรกใบมะขามในวาระครบ 5 รอบเมื่อปี 2456 มีพุทธานุภาพด้านเมตตามหานิยมยอดเยี่ยม เป็นที่ไว้ใจได้ว่าศักดิ์สิทธิ์ก็เลยมีชื่อเลื่องลือ เป็นพระเครื่องลางที่หายากพอๆกับสร้อยกะตรุดประคำคาบเป็นตะกรุดทองคำพวงจำนวน 19 ดอกเท่านั้น พระนาคปรกใบมะขามทองคำองค์นี้ ของ “คุณจรูญ ขนอม”มอบให้งานประกวดพระเครื่องของสองมูลนิธิ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมชและก็มูลนิธิควง ยกโทษตระกูล มีคนประมูลไป 4.1 ล้านพร้อมตลับเพชรเมื่องานวันเลี้ยงกรรมการ 3 พฤศจิกายน62 ที่คิงเพาเวอร์ ซอยรางน้ำ

แหล่งที่มา banmuang.co.th

พระปิดตาพังพะกาฬ

พระปิดตาพังพะกาฬ

พระปิดตาพังพะกาฬ

พระปิดตาพังพะกาฬ เนื้อตะกั่วนำฤกษ์ รุ่นเปิดศาลหลักเมือง 60 รุ่นนี้ พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นประธานจัดสร้าง นำรายได้ไปบูรณะปฏิสังขรณ์

ศาลหลักเมือง นครศรีธรรมราชที่เสื่อมโทรมต้องใช้เงินซ่อมไปกว่า 30 ล้านซ่อมแซมเสร็จจัดพิธีสมโภชและก็เปิดศาลหลักเมืองนครอีกครั้ง เมื่อปี 2560 เหรียญเนื้อตะกั่วนำฤกษ์สร้างน้อย ก็เลยเป็นที่แสวงหาของนักสะสมพระเครื่อง ผู้จัดสร้างได้มอบให้ประมูลนำรายได้สมทบให้มูลนิธิ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช รวมทั้ง มูลนิธิ ควง อภัยวงศ์ เหรียญนี้ คิงเพาเวอร์ผู้ประมูลไป 6 ล้านบาท…

เหรียญปลอมเนื้อเงิน

เหรียญปลอมเนื้อเงิน หลวงพ่อชารุ่นแรก

เหรียญปลอมเนื้อเงิน หลวงพ่อชารุ่นแรก

หลวงพ่อชารุ่นแรก เหรียญปลอมเนื้อเงิน

ร.ต.ต.เทวินทร์ กองพร รอง สวส. สถานีตำรวจเหล่าเสือโก้ก จ.อุบลฯ (พ.ต.ท.เทวินทร์ กองพร รอง ผกก.ป.ฯ สภ.ดอนมดแดง)ได้นำเหรียญหลวงพ่อชารุ่นแรก เนื้อเงินที่เป็นเหรียญปลอม มาให้ผมมองเพื่อยืนยันว่าเวลานี้เหรียญปลอมเนื้อเงินก็มีออกมาแล้ว
เดิมเคยเห็นแต่เพียงเหรียญปลอมเนื้อทองแดงรมดำ เพียงพอมองเห็นเหรียญเงินก็เลยรู้ดีว่าออกมาจากบล๊อกเดียวกัน คนไหนกันที่เคยแตกฉานในเหรียญปลอมเนื้อทองแดงรมดำมาก่อน ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงกับเหรียญปลอมเนื้อเงิน

เพราะเหตุว่าทั้งคู่เนื้อเหมือนกันทุกประการ

ลักษณะของเหรียญปลอมถ้าเกิดเทียบกับเหรียญจริง จะมีความเห็นว่าผิวของ เหรียญปลอม จะนูนเป็นหลังเต่าอย่างชัดเจน

ส่วนเหรียญจริงนูนเหมือนกัน แต่นูนน้อยกว่าเยอะ ซึ่งการตรวจสอบข้อแรกทำได้ง่ายสุดสำหรับผู้ที่มีเหรียญจริงอยู่ในมือ

แต่ถ้าไม่มีก็ออกจะเวียนหัวสักหน่อย เพราะว่าถ้าดูรูปภาพที่ตีพิมพ์ในหนังสือก็อาจสับสนได้เหมือนกัน

เนื่องจากเหรียญปลอมนั้นทำได้ใกล้เคียงเหรียญแท้มากที่สุด เขาว่าเป็นบล็อกคอมพิวเตอร์ ซึ่งผมรับว่าไม่เคยรู้จักบล็อกคอมพิวเตอร์ แต่รับว่าทำได้เกือบเหมือนเลยทีเดียว ไม่ว่าจะทำออกมาจากบล็อกอะไร

มีข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ไม่เคยเห็นเหรียญจริงเนื้อเงิน เพื่อตรวจสอบว่าเป็นเหรียญปลอมหรือไม่ คือให้สังเกตที่ตัวหนังสือคำว่า “(ชา)” ที่อยู่ใต้รูปหลวงพ่อในด้านหน้า เหรียญเงินแท้ทุกเหรียญจะมีขีด 2 ขีดเป็นรูปตัว “V” ส่วนเหรียญปลอมมีแค่ขีดเดียว

คนส่วนใหญ่แยกเหรียญเนื้อเงินกับเนื้อทองแดงเป็น 2 บล็อก เรียกว่าบล็อกเนื้อเงินและบล็อกเนื้อทองแดง แต่จริง ๆ แล้วบล็อกเนื้อเงินและเนื้อทองแดงเป็นบล็อกเดียวกัน

แปลกที่ว่าแม้บล็อกเดียวกันทำไมเนื้อเงินจึงมี 2 ขีด ในขณะที่ทองแดงมีขีดเดียว

เคยพบเห็นเหรียญทองแดงที่ปรากฏว่ามี 2 ขีดอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก ดูเหมือนว่าผมเองก็เคยเห็นแค่ 2 เหรียญเท่านั้น เหรียญแรกเห็นของคุณทวีพร ทองคำใบ มือเขียนแสตมป์ไทยระดับชาติ กับเหรียญที่สองของคุณพิชย จารุทัศนางกูร บ.สยาม ซานิทารีแวร์ ใครรู้จักทั้ง 2 ท่านนี้ให้ขอดูได้

อาจมีคำถามว่าในเมื่อบล็อกเดียวกันทำไมจึงไม่เหมือนกัน เรื่องนี้ตอบยาก แต่ก็สวมวิญญาณนักเดาได้ว่า บางทีขณะปั๊มเหรียญทองแดงจะมีเศษโลหะอุดตันในร่องที่เป็นขีดสองขีด จนปรากฏได้แค่ขีดเดียว ซึ่งเมื่อปั๊มเหรียญเงินก็ได้มีการทำความสะอาดบล็อกจนเศษโลหะที่อุดตันหลุดออกไป ขีดสองขีดจึงปรากฏ แต่กลับเป็นว่าขีดสองขีดชัดเจนแล้วแต่จมูกเหรียญเงินไม่สวย เพราะว่าอาจมีเศษโลหะไปอุดตันตรงปลายจมูกได้อีก เหรียญเงินจึงพบว่าจมูกบี้แบนเป็นส่วนมาก

เดาก็เป็นเรื่องของเดา ถ้าไม่เดาก็ให้เป็นเรื่องของความแปลกประหลาดไปเท่านั้น บล็อกเดียวกัน ทำไมกลายเป็นว่าเหมือนมี 2 บล็อก

เหรียญปลอมทั้งเนื้อเงินและทองแดงที่มีออกมาแล้วนั้นถือเป็นมลทินของเหรียญแท้ ที่คนไม่ดีคิดทำเอาออกมา ใครที่กำลังจะมีเหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่อชา ขอให้ระมัดระวังด้วย

มลทินอีกอย่างหนึ่งของเหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อชาที่แก้ไขไม่หายขาดก็คือ ความเชื่อที่ว่าเหรียญรุ่นนี้มีของเสริม คือเสริมออกมาเรื่อย ๆ จนทำให้ผู้ที่เชื่อว่าตนเองเป็นเซียนพระหลวงพ่อชา ก็หมดความกล้าหาญที่จะเอาเหรียญรุ่นแรกนี้มาขึ้นคอ

เรื่องนี้ผมเห็นว่าน่าสงสารที่สุด

เรื่องเสริมนั้นแปลว่าบล็อกยังอยู่แล้วมีการปั๊มเพิ่มออกมาอีกเรื่อยๆ ทั้งของเสริมกับของแท้ก็เหมือนกันทุกประการ จะแยกได้อย่างไรว่าอันไหนเสกหรือไม่เสก

เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อชาตั้งแต่วันสร้างมาถึงวันนี้นับได้ 20 ปีเต็ม คือตั้งแต่ปี 2538 ถอยลงไปหาปี 2518 ที่กำเนิดเหรียญผมสงสัยว่าบล็อกอะไรจึงมีความคงทนอยู่ได้ปานนั้น แม้ว่าบล็อกยังอยู่ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงเสริมออกมาได้ไม่มีตำหนิยังงั้น

ถ้าคนที่มีความรู้ในเรื่องบล็อกหรือเรื่องการสร้างพระอย่างแท้จริง จะไม่พูดว่าเสริมเลย เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่ของเสริมในระยะหลังนี้จะสมบูรณ์ปานนั้น

อย่าว่าแค่ 20 ปีเลย เอาแค่ 2 ปี บล็อกก็ขึ้นสนิมแล้วเมื่อเอาบล็อกขึ้นสนิมมาปั๊มก็จะปรากฏสิ่งที่เรียกว่า “ขี้กลาก” ในเหรียญเสริมทันที

ดูง่ายจะตายไป ไม่ต้องเป็นเซียนก็ดูออก

ที่สำคัญยิ่งยวดก็คือ สำหรับเหรียญรุ่นนี้บล็อกก็ถูกทำลายทิ้งต่อหน้าหลวงพ่อชาในวันที่เอาเหรียญทั้งหมดไป
ถวายท่าน เมื่อ 20 ปีที่แล้วมาด้วย

คณะผู้จัดทำตอกสิ่วทำลายบล็อกอยู่ตรงหน้าหลวงพ่อใต้ถุนกุฏิ หลวงพ่อยังสรรพยอกว่า “ฮึ่ย..ระวังถืกเฮา” (ระวังตอกสิ่วถูกรูปท่าน) และเมื่อพิจารณาถึงบล็อกที่ถูกทำลายแล้ว เรื่องเสริมก็เห็นว่าคงจะไม่ต้องพูดถึง นอกจากว่าจะมีการสร้างเสริมตั้งแต่ตอนที่สร้าง คือขอสร้างจำนวนหนึ่ง แต่สร้างเกินแล้วส่วนที่เกินไม่นำมาถวาย

กรณีนี้ก็ไม่เห็นว่ามีเหตุผลอะไรที่ผู้สร้างจะทำเช่นนั้น เพราะว่าเหรียญนี้สร้างขึ้นเพื่อแจกฟรีไม่ได้สร้างเพื่อจำหน่าย จะเสริมขึ้นมาทำไม คำค่อนแคะก็ยังมีอีกว่า ถ้างั้นทำไมเหรียญรุ่นแรกทำไมยังไม่หมดไปจากผู้สร้างสักที

โถ..เขานับถือของเขา เขาก็เก็บของเขาไว้มันผิดตรงไหน

เหมือนพระฤาษีรุ่น 8 ซึ่งยังมีเหลืออยู่กับผมหลายร้อยองค์ ต่อไปอีก 20 ปี คนเห็นว่าพระฤาษีรุ่น 8 ยังมีอยู่ที่ผม จะหาว่าผมทำเสริมงั้นหรือครับ

บ้าแท้ ๆ

คนที่ฝังหัวฝังใจไว้อย่างนี้ไม่คลาย ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ใช้เหตุผลอธิบายไม่สำเร็จ เหมือนคนอินเดีย 2 พันกว่าปีก่อนเชื่อว่าลอยศพหรือลอยอังคารในแม่น้ำคงคาแล้วผู้ตายจะไปสวรรค์ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงวิสัชชนาว่า ถ้างั้นกุ้งหอยปูปลาที่อยู่ในแม่น้ำคงคาก็ต้องไปสวรรค์หมดน่ะซิ

พระองค์ใช้เหตุผลตอบ

ทุกวันนี้คนอินเดียก็ยังลอยศพในแม่น้ำคงคาทุกวัน

ใช้เหตุผลกับคนเหล่านี้ไม่ได้เลยมันฝังหัวลึกเกินไป

บอกเธอบอกฉันกันตรงนี้ด้วย ในบรรดาพระเครื่องที่หลวงพ่อชาแจกออกมานั้น ผมให้คะแนนเต็ม 3 รุ่น คือ รูปเหมือนเนื้อผงรุ่นแรกที่มีทั้งโรยกากเพชรและไม่โรยกากเพชร ห้าเหลี่ยมรุ่นสุดท้าย และเหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่อชา

รูปเหมือนรุ่นแรกนั้น หลวงพ่อชาเข้ามามีหน้าที่ในการสร้างด้วย ท่านกระตือรือร้นและก็เต็มใจให้ทำขึ้นที่ใต้ถุนกุฏิท่านเอง

ห้าเหลี่ยมรุ่นสุดท้าย นับว่าเป็นรุ่นที่ทิ้งทวน และแสดงสัจจะที่ท่านบอกว่ารุ่นในที่สุดก็เป็นรุ่นสุดท้ายจริงๆ

ส่วนเหรียญรุ่นแรก หลวงพ่อบอกว่าท่านเสกรวมทั้งสวดให้ทุกวันนาน 4 ปีเต็ม เว้นเสียแต่วันที่ไม่อยู่วัด หรือติดธุระ

เหรียญรุ่นแรกอยู่บนกุฏิอยู่ในที่ไหว้พระทำสมาธิของท่านตลอด 4 ปีเต็ม ผมเสียดายที่เหรียญวิเศษยอดเยี่ยมนี้กลับมีมลทินเพราะคนโง่เขลาจริงๆ…

เหรียญหล่ออาจารย์ปู่ซาสุด

เหรียญหล่ออาจารย์ปู่ซาสุด : รุ่นพรสวรรค์ ຫລຽນຫລໍ່ ອາຈານປູ່ຊາສຸດ

เหรียญหล่ออาจารย์ปู่ซาสุด : รุ่นพรสวรรค์ ຫລຽນຫລໍ່ ອາຈານປູ່ຊາສຸດ

เหรียญหล่ออาจารย์ปู่ซาสุด : รุ่นพรสวรรค์ 

จัดสร้างขึ้นโดยความร่วมมือกันระหว่างคณะศิษย์ฝ่ายไทยและฝ่ายลาว

อาจารย์ปู่ซาสุดอธิษฐานจิตปลุกเสกที่ดอนสำโฮงเมื่อเวลา 10.35 น.- 11.07 น. วันที่ 12 สิงหาคม พศ. 2561(วันแม่แห่งชาติ)

รายละเอียดการจัดสร้างเหรียญหล่อรุ่นพรสวรรค์

  1. เนื้อเงิน 199 เหรียญ ( ฝ่ายลาว 126 เหรียญ / ฝ่ายไทย 73 เหรียญ )
  2. เนื้อชนวน 40 เหรียญ ( ฝ่ายลาว 10 เหรียญ / ฝ่ายไทย 30 เหรียญ )
  3. เนื้อปลอกลูกปืน 402 เหรียญ ( ฝ่ายลาว 50 เหรียญ / ฝ่ายไทย 352 เหรียญ )
  4. เนื้อโลหะผสม 817 เหรียญ ( ฝ่ายลาว 450 เหรียญ / ฝ่ายไทย 367 เหรียญ )
  5. เนื้อโลหะผสมชุดถวายอาจารย์ปู่ซาสุด 801 เหรียญ (ถวายอาจารย์ปู่ซาสุดไว้แจกจ่ายตามอัธยาศัย 700 เหรียญ )

 

วัตถมงคลอื่นๆที่เข้าร่วมพิธีเดียวกัน

  1. ล๊อกเก็ตรูปอาจารย์ปู่ซาสุด (พยุงศักดิ์ เศรษฐมาตย์ จัดสร้าง)
    – ฉากทอง 63 องค์
    – ฉากขาวงาช้างอ่อน 500 องค์ ( ถวายอาจารย์ปู่ซาสุดไว้แจกจ่ายตามอัธยาศัย 170 องค์ )
  2. แหวนปลอกมีดเนื้อเงินชุบทอง 3 วง และไม่ชุบทอง 8 วง (Oudomxok Kito Srpk จัดสร้าง)
  3. เบี้ยแก้ 108 ตัว (Oudomxok Kito Srpk จัดสร้าง)
  4. พระปิดตาจิ๋ว ( คณะศิษย์ฝ่ายลาวจัดสร้าง )
  5. พระนาคปรกใบมะขามเนื้อทองแดง/ทองเหลือง 500 องค์ (คณะศิษย์ฝ่ายลาวจัดสร้าง : เนื้อทองแดงตกอยู่ฝั่งลาว 200 องค์ / เนื้อทองเหลืองตกอยู่ฝั่งไทย 300 องค์ )
  6. ลูกแก้ว ( พยุงศักดิ์ เศรษฐมาตย์ จัดสร้าง )
  7. สีผึ้งพรสวรรค์ ( คณะศิษย์ฝ่ายลาวจัดสร้าง )